วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดมี 5 ประการ

สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดมี 5 ประการ
1. มลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะหมอกฝุ่นควันที่มีค่า PM2.5 สูงกว่ามาตรฐาน

2. ควันบุหรี่ ไม่ว่าการสูบเอง หรือรับควันบุหรี่มือสอง มือสาม ล้วนจะได้รับสารพิษที่อาจทำให้เกิดมะเร็งกว่า 60 ชนิดเข้าสู่ร่างกาย
ผลการวิจัยปรากฏว่า ผู้เป็นมะเร็งปอด 85% มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่

3. ควันน้ำมันจากการผัดกับข้าวในห้องครัว ถ้าไม่มีการถ่ายเทอากาศในห้องครัว ควันน้ำมันที่เกิดจากการทอด ปิ้ง ย่าง และผัดจะทำลายระบบทางเดินหายใจของแม่ครัวพ่อครัว

4. การตกแต่งบ้าน การใช้หินอ่อน (Marble) ธรรมชาติปูพื้น ทำโต๊ะปรุงอาหาร หินอ่อนธรรมชาติมีสารเรดอน(Radon) ซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศอย่างเป็นทางการว่า เป็นสารก่อมะเร็ง และเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ และเบนซิน(Benzene) ซึ่งเป็นสารพิษที่อาจทำให้เกิดมะเร็งได้

5. ความเครียดของจิตใจ การโกรธแค้น โมโห เป็นบุคลิกของคนเป็น
มะเร็ง เมื่อมีปัญหาในการใช้ชีวิตครอบครัว หรือมีแรงกดดันด้านการทำงาน แก้ไขไม่ได้ ไม่สามารถระบายอารมณ์ไม่ดีออกไปจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเช่นกัน
ความจริง ทุกคนมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็ง เพราะว่าในร่างกายคน มีเซลล์มะเร็งอยู่ตลอดชีวิต เมื่อถูกแรงกดดันหรือปัจจัยภายนอกกระตุ้น เซลล์มะเร็งก็อาจจะตื่นขึ้นหรือฟื้นตัว

วิธีการป้องกันมะเร็งที่ง่ายๆ และราคาถูกที่สุด 10ประการ

วิธีการป้องกันมะเร็งที่ง่ายๆ และราคาถูกที่สุด 10ประการ

1. รับประทานน้ำตาลให้น้อย
อาหารที่เซลล์มะเร็งชอบที่สุดคือน้ำตาล หนังสือเรื่อง "ป้องกันมะเร็งอย่างไร" ของญี่ปุ่นชี้ว่า ขณะที่เลือดไหลผ่านเซลล์เนื้องอก น้ำตาลในเลือดประมาณ 57% จะถูกเซลล์มะเร็งใช้ไปเป็นสารอาหาร
นิตยสารโภชนาการของสหรัฐอเมริการะบุว่า การดื่มน้ำหวาน 2 แก้ว จะทำให้ความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับอ่อนสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม 90%  ดังนั้นใน แต่ละวันไม่ควรรับประทานน้ำตาลเกิน 50 กรัม

2. เปิดหน้าต่างวันละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
มลพิษที่เกิดจากการตกแต่งบ้านนอกจากมีฟอร์มาลดีไฮด์แล้ว ยังมีสารเรดอน ที่แฝงอยู่ในปูนซีเมนต์และกระเบื้องเคลือบ  ถ้าคนเราหายใจรับสารนี้เข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานาน จะทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งปอด ถ้าสามารถเปิดหน้าต่างวันละสักครึ่งชั่วโมงได้ ถ่ายเทอากาศภายในห้อง ความเข้มข้นของฟอร์มาลดีไฮด์ก็จะลดลงถึงระดับเท่ากับภายนอก นอกจากนี้ การเผาไหม้ก็จะเกิดฟอร์มาลดีไฮด์ด้วย ดังนั้น เวลาต้มน้ำในห้องครัว ควรเปิดหน้าต่าง และปิดประตูที่เชื่อมกับห้องนอน

3. รับประทานต้นหอมและกระเทียมทุกวันในจีน มณฑลที่มีอัตราการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารต่ำที่สุดคือซานตง ซึ่งเป็นมณฑลที่ผลิตต้นหอมและกระเทียมมาก เช่น ในอำเภอชางซาน มณฑลซานตง เฉลี่ยแล้วแต่ละคนรับประทานกระเทียม 6 กิโลกรัมต่อปี ผู้ที่ชอบรับประทานกระเทียมจะลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร 60%
กระเทียมต้องสด สับและวางไว้ในอากาศที่มีอากาศถ่ายเท จึงจะเกิดสารป้องกันมะเร็งได้ ถ้า ผัด ทอด ต้มร้อนเกินไปสารต้านมะเร็งจะลดลง
6. เวลารับประทานอาหาร เคี้ยว 30 ครั้งก่อนกลืน
ผู้ที่กินข้าวเร็ว มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารสูงกว่าผู้ที่กินข้าวช้า เนื่องจากน้ำลายมีบทบาทฆ่าเชื้อ สามารถฆ่าเชื้อ AFT ที่จะก่อให้เป็นมะเร็งตับให้ตายภายใน 30 วินาที ดังนั้น ถ้าเคี้ยวครั้งหนึ่งใช้เวลา 1 วินาที จึงควรเคี้ยว30 ครั้งก่อนกลืนอาหาร เพื่อป้องกันมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยระบบย่อยอาหารให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้นด้วย

7. เดินออกกำลังวันละ 20 นาที
แต่ละวันเดินเล่น 20 นาทีหลังอาหาร หรือแต่ละสัปดาห์เดินเล่น 4 ชั่วโมง จะลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับอ่อนได้ครึ่งหนึ่ง
 สถาบันสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด(Harvard University) ติดตามวิจัยคน 7 หมื่นคน พบว่า ถ้าเดินทางวันละ 1 ชั่วโมง จะลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ครึ่งหนึ่ง การเดินเล่นจะทำให้เหงื่อออก ซึ่งจะช่วยขจัดสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งออกจากร่างกายได้
8.ตากแดดที่ยังไม่ร้อนวันละ 15 นาที
เป็นวิธีการป้องกันมะเร็งที่ประหยัดเงินมากที่สุด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ การตากแดด เป็นเพิ่มวิตามิน D ภายในร่างกายให้มากขึ้น ใช้ป้องกันมะเร็งได้เลย การขาดวิตามิน D จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร

9. ดื่มไวน์ขณะรับประทานเนื้อ
ในเปลือกองุ่นมีสารชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันมะเร็งระบบย่อยอาหาร การดื่มไวน์ขณะรับประทานเนื้อจะช่วยป้องกันสารพิษในเนื้อสัตว์ถูกดูดซึมเข้าสู่กระเพาะอาหาร สมาคมวิจัยมะเร็งของสหรัฐฯ เสนอว่า แต่ละสัปดาห์ ควรรับประทานเนื้อหมู เนื้อวัวหรือเนื้อแพะเพียงประมาณ 500 กรัม ถ้ารับประทานเนื้อสัตว์มากเกินควร จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้

10 .นอนวันละ 7 ชั่วโมง
สมาคมวิจัยมะเร็งของสหรัฐฯ พบว่า
 ผู้หญิงที่แต่ละคืนนอนไม่ถึง 7 ชั่วโมง มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 47% เพราะว่าเวลานอนหลับ ร่างกายจะหลั่งสารเมลาโทนิน(melatonin) ซึ่งมีบทบาทยับยั้งการเกิดฮอร์โมนเพศหญิง จึงป้องกันมะเร็งเต้านมได้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรเตรียมเข้านอนก่อน 22.30 น. เข้านอนก่อน 23.00 น. ตื่นนอนเวลา 06.00-07.00 น. ในกลางวัน 13.00 น. เป็นเวลาที่ง่วงนอนที่สุด ถ้าสามารถหลับซักพัก จะเพิ่มภูมิต้านทานให้สูงขึ้น ป้องกันมะเร็งได้

นอกจากวิธีการป้องกันมะเร็งดังกล่าวแล้ว ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ ยังพบว่า เซลล์มะเร็งมีช่วงพักตัว ช่วงพักยิ่งนาน ผู้ป่วยยิ่งมีอัตรารอดสูง ปัจจุบัน แวดวงการแพทย์พยายามแสวงหาวิธีการขยายเวลาการพักตัวของเซลล์มะเร็ง รวมถึงการใช้ยาและการรับประทานอาหาร โดยแนะนำอาหารบางอย่างที่สามารถช่วยให้เซลล์มะเร็งหลับพักได้นาน รวมถึง กะหรี่ พริก ขิง ชาเขียว ถั่วเหลือง มะเขือเทศ องุ่น กระเทียม และบร็อคโคลี่ (broccoli)

เชี่ยวชาญญี่ปุ่นมีทฤษฎีว่า เซลล์มะเร็งกลัวอุณหภูมิสูง เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศา เซลล์มะเร็งจะคึกคักมากและขยายแพร่กระจายได้มากที่สุด แต่เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 39.6 องศา เซลล์มะเร็งจะตายหมด มะเร็งเกิดขึ้นเพราะภูมิต้านทานต่ำลง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเลือดอย่างใกล้ชิด ถ้าเลือดสะอาด ขับสารพิษออกไป สุขภาพก็จะแข็งแรงขึ้น การมีไข้ขึ้นก็เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษหรือขยะออกจากเลือด เพื่อเสริมภูมิต้านทาน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศา ภูมิต้านทานจะเพิ่มขึ้น 5-6 เท่า แต่ถ้าต่ำลง 1 องศา ภูมิต้านทานจะลดลง 30% ขณะที่อุณหภูมิร่างกายต่ำที่สุดจะเป็นเวลาที่อัตราการตายสูงที่สุด
การป้องกันโรคอื่นๆ ก็ควรพยายามปรับอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้นเช่นการออกกำลังกาย การอาบน้ำอุ่น การรับประทานอาหารที่เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย รวมถึงขิง กระเทียม ต้นหอม แอปเปิล เชอร์รี น้ำตาลทรายแดง ชาแดง ปลาและหอย การดื่มชาแดงใส่ขิงสด จะทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การดื่มน้ำอุ่นก็ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย แก้อาการท้องผูก ลดความอ้วน และเสริมสวยได้ด้วย


การเสริมภูมิต้านทาน ป้องกันมะเร็งและโรคเรื้อรังชนิดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องกินยาราคาแพง เพียงใช้วิธีการดังกล่าวก็สามารถได้ผลที่น่าพอใจได้ อีกทั้งยังประหยัดเงินได้มากด้วย

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มาหามิตร 79 มายเฟรนด์ เมนไฟน์
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคได้จากจุลินทรีย์ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่าต้นเชื้อเป็นจุลินทรีย์สายพันธุ์ใด และประโยชน์จากคุณค่าสารสำคัญตามชนิดของพืชผักผลไม้ที่นำมาใช้หมัก เพราะการหมักเป็นการแปรรูปที่เป็นการสกัดสารสำคัญในพืชผักผลไม้ ซึ่งในประเทศไทยเรามี พืชวัตถุดิบมากมายที่นำมาใช้ เช่น ลูกยอ มะขามป้อม ผลไม้ชนิดต่าง ๆตามฤดูกาล ดังนั้น น้ำหมักชีวภาพที่ดี ก็ต้องมีสารสำคัญของพืชผักผลไม้ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในการหมักจะมีสารสำคัญออกมา สารสำคัญนี้แหละที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสุขภาพ นอกเหนือจากโปรไบโอติก ดังนั้นในวัตถุดิบที่เราหมัก จะใช้เวลาแตกต่างกันที่จะสกัดสารสำคัญออกมา
มาหามิตร มายเฟรนด์ เมนไฟน์ ประกอบด้วย
ก้านตอง 40% น้ำมังคุด 20% น้ำกระชายดำ 15% น้ำมะขามป้อม 10% น้ำผักเชียงดา 10% เจียวกู้หลาน4.9% ชะเอม 0.1%
สาระสำคัญของพืชทั้ง 7 ตัวนี้ มีในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในการหมักจะมีสารสำคัญออกมา สารสำคัญนี้แหละที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสุขภาพ ทำให้
เจริญอาหาร หลับสบาย ถ่ายสะดวก เพิ่มภูมิต้านทาน
สรุปสรรพคุณทางยาของสมุนไพรทั้ง 7 ชนิด
ก้านตอง 40%

                 สมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะภาคเหนือ ที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งเกี่ยวกับมะเร็ง ติดเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ภูมิคุ้มกัน ANTI-INFLAMMATION
โดยมีการวิจัยและทดลองผลิตเป็นยาน้ำสมุนไพรบำรุงร่างกาย โดยผ่านกรรมวิธีการหมักและผสมผสานระหว่างศาสตร์ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม กับเทคโนโลยีชีวภาพ (NanoTechnology) ใช้สมุนไพรพลูคาวเป็นสารตั้งต้น
นักวิจัยยังได้ทราบข้อเท็จจริงว่า สีแดงที่อยู่ใต้ใบพลูคาวเป็นตัวชี้วัดว่ามีเภสัชสาร ซึ่งเป็นสารเฮลตีแบคทีเรีย มีจุลินทรีย์และแลคโตบาซิลลัสสายพันธุ์ ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์ให้ทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังสามารถไปยับยั้งการเจริญเติบโตและต้านทานเนื้องอก (
Anti-tumor) และช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้ค่อนข้างดี
ทางภาคเหนือ ให้ลูกสาวหัดกิน พลูคาวตั้งแต่เล็ก เชื่อกันว่าทำให้ผิวพรรณ สดใส สวย และสาวเหนือก็สวยจริง
น้ำมังคุด 20%

                 ศ.พญ.สุมิตรา ทองประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวถึงผลงานวิจัยด้วยการทดสอบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัด 20 ราย ในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารสูตรธรรมชาติร่วมกับน้ำมังคุดสกัดร้อยละ 80 เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น หลายคนกินข้าวได้ อาการเจ็บปวดบรรเทาลง ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับไปทำงานได้ปกติ โดยทุกรายมีภูมิคุมกันที่ดีขึ้นแม้จะไม่หายจากโรคมะเร็ง จึงช่วยเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการใช้ยารักษาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
น้ำกระชายดำ 15%

    กระชายดำ เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาสูงจัดได้ว่า    เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทำให้คึกคักกระชุ่มกระชวย
    ช่วยสร้างความสมดุย์ของความดันโลหิตให้ไหลเวียน
       ดี ขึ้น    ผิวพรรณผุดผ่องสดใสและแก้โรคบิดแก้ปวดท้องเป็นต้น
    สำหรับสุภาพสตรีช่วยให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวลแก้ตกขาว    ขยายหลอดเลือดขจัดไขมันในหลอดเลือดโรคกระเพาะ
    ความดันโลหิตสูง,เบาหวาน,โรคหัวใจ..   
สรรพคุณอื่นๆ
    บำรุงฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ชายเหนือชาย     กระตุ้นประสาท ทำให้กระชุ่มกระชวย
    บำรุงกำลัง     เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่     ขับลม ขับปัสสาวะ    แก้โรคกระเพาะอาหาร
 
  บำรุงเลือดสตรี แก้ตกขาว ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ      แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เนื่องจากรับประทานอาหาร
    ไม่เป็นเวลา
น้ำมะขามป้อม 10%

                 ผลมะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน ๓๖๕ วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ ๒๐
                 ผลมะขามป้อมยังมีสารในกลุ่ม แทนนินชื่อว่า emblicanins A และ B ที่มีฤทธิ์เป็นเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่มีฤทธิ์แรงกว่าและไม่สลายตัวง่ายเช่นเดียวกับวิตามินซี สารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดพิษโลหะหนัก รักษาโรคลักปิดลักเปิด ทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์วิตามินซี
น้ำผักเชียงดา 10%


                 ผักเชียงดาเป็นทั้งยาสมุนไพรและเป็นอาหารเพื่อรักษาโรคโดยกลุ่มหมอเมืองทางภาคเหนือมานานแล้ว กล่าวคือ การใช้เป็น ยาแก้หลวง” (คล้ายยาครอบจักรวาลของแผนปัจจุบัน) ถ้าคิดไม่ออกก็บอกผักเชียงดา เช่น แก้เบาหวาน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะตัวร้อน แก้ไข้สันนิบาต (ชักกระตุก) แก้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด แก้แพ้ยา แพ้อาหาร ปวดข้อ เป็นยาระบาย ช่วยระงับประสาท หรือเมื่อมีอาการคิดมากหรือจิตฟั่นเฟือน ฯลฯ ส่วนการนำมาใช้เป็นยาก็ให้นำผักเชียงดามาสับแล้วนำไปตากแห้งบดเป็นผง ใช้ชงเป็นชาดื่ม หรือจะนำมาบรรจุลงในแคปซูลก็ได้[5]
เจียวกู้หลาน4.9%

                 ใช้เป็นยาแก้อักเสบ ขับเสมหะ แก้ไอและหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง และยังสามารถที่แปรรูปเป็นชาชง มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย, แก้อาการอ่อนเพลีย, ช่วยในการเจริญอาหาร, ช่วยให้นอนหลับ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้าย โสมคน แต่สามารถรับประทานได้เป็นประจำและมีความปลอดภัย ต่างจากโสมคน ซึ่งหากใช้เกินปริมาณที่กำหนดอาจเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้
                 ในประเทศญี่ปุ่นนิยมนำสมุนไพรปัญจขันธ์เป็นยาที่ขับปัสสาวะ, ลดไข้, แก้อักเสบ, บำรุงกำลังและเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แก้ผมหงอก, ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นกาย, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ
                 สารออกฤทธิ์ของปัญจขันธ์มีชื่อเรียกว่า “กิปิโนไซด์ ” ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับ จินเซ็นโนไซด์ในโสมคน ปัญจขันธ์จะมีสารประกอบ ซาโปนิน 82 ชนิด ซึ่งโสมคนจะมีอยู่ 28 ชนิด แต่มีเหมือนกันอยู่ 4 ชนิด คือ
จินเซ็นโนไซด์อาร์บี-1
จินเซ็นโนไซด์อาร์บี-3
เซโนไซด์อาร์ดี
        เซโนไซด์เอฟ-3
ชะเอม 0.1%

                 เป็นยอดสมุนไพรที่ช่วยขจัดพิษ ซึ่งการรับประทานเป็นประจำในปริมาณน้อย ๆ จะช่วยกำจัดพิษที่สะสมในร่างกายให้ลดลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษที่สะสมในเลือดและตับ และเมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่นแล้วชะเอมเทศนั้นจะมีรสชาติที่อ่อนนุ่มและไม่มีผลข้างเคียง จึงเป็นที่นิยมนำมาช่วยขจัดสารพิษมากกว่าสมุนไพรชนิดอื่น และชะเอมเทศยังมีชื่อเสียงในด้านเป็นยาขับเสมหะ นำมาทำเป็นน้ำชาแก้อาการไอและอาการเจ็บระคายคอ และนิยมนำมาใช้เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ
       ต่าง ๆ
กระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคจะต้องคำนึงถึง
ความปลอดภัยเป็นสำคัญ
มีการควบคุมความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนขั้นตอน สุดท้ายของการผลิตโดย
ไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายทั้งจากวัตถุดิบ
หรือที่เกิดขึ้นในกระบวนการหมัก และต้องผลิตให้ได้ตามมาตรฐานน้ำหมัก สำหรับการบริโภค
ในปัจจุบันมีการพัฒนาใช้ต้นเชื้อจุลินทรีย์ในการ ผลิตน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งต้นเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตนั้น ต้นเชื้อต้องบริสุทธิ์ ที่สามารถควบคุมทั้ง ความปลอดภัยของน้ำหมัก และยังสามารถทำให้ได้คุณภาพ และประสิทธิผลต่อสุขภาพจากต้นเชื้อและสารเมทาบอไลต์ที่ได้จากต้นเชื้อ
ต้นเชื้อบริสุทธิ์นี้จะ ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก ให้ได้ต้นเชื้อบริสุทธิ์ และศึกษาถึงคุณสมบัติของ การส่งเสริมสุขภาพ ที่เรียกว่า โปรไบโอติกหรือจุลินทรีย์เสริมชีวนะ ซึ่งจะต้องคัดสรรและศึกษาคุณสมบัติต่างๆดังกล่าวในห้องปฏิบัติการทางวิทยา ศาสตร์ ดังนั้นในการจะผลิตน้ำหมักชีวภาพให้ปลอดภัยในการบริโภค จึงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจทางเภสัชศาตร์ด้วย
กระบวนการผลิตนี้จึงต้องนำระบบการควบคุมแบบ GMP (หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต)   
มาหามิตร 79 มายเฟรนด์เมนไฟร์ ได้ GMP และ อย. 13-2-03751-2-0016  ตรวจสอบได้
ลขสารบบ
ชื่ออาหาร(ไทย/อังกฤษ)
สถานะ
13-2-03751-2-0016
เครื่องดื่มสมุนไพรก้านตอง (ผักคาวตอง) ตรา มายเฟรนด์ เมนฟรายด์
คงอยู่
*หมายเหตุ เลขใบสำคัญเดิม : -


วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคได้จากจุลินทรีย์ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่าต้นเชื้อเป็นจุลินทรีย์สายพันธุ์ใด และประโยชน์จากคุณค่าสารสำคัญตามชนิดของพืชผักผลไม้ที่นำมาใช้หมัก เพราะการหมักเป็นการแปรรูปที่เป็นการสกัดสารสำคัญในพืชผักผลไม้ ซึ่งในประเทศไทยเรามี พืชวัตถุดิบมากมายที่นำมาใช้ เช่น ลูกยอ มะขามป้อม ผลไม้ชนิดต่าง ๆตามฤดูกาล ดังนั้น น้ำหมักชีวภาพที่ดี ก็ต้องมีสารสำคัญของพืชผักผลไม้ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในการหมักจะมีสารสำคัญออกมา สารสำคัญนี้แหละที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสุขภาพ นอกเหนือจากโปรไบโอติก ดังนั้นในวัตถุดิบที่เราหมัก จะใช้เวลาแตกต่างกันที่จะสกัดสารสำคัญออกมา

มาหามิตร มายเฟรนด์ เมนไฟน์ ประกอบด้วย

น้ำมะขามป้อม 10% 


น้ำกระชายดำ 15% 


                                     เจียวกู้หลาน4.9%

   

                                            ชะเอม 0.1%
  

 

                                                                     น้ำผักเชียงดา 10%
                          
                                           น้ำมังคุด 20% 

                                                           

                                                             ก้านตอง 40%
 

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559

การแพทย์แผนไทยมีวิธีการขับล้างพิษตามหลักอายุรเวทโบราณที่เรียกว่า “ปัญจกรรม”
การล้างพิษห้าทาง คือ

1.วมนะ การทำให้อาเจียร





















2.วิเรจนะ การถ่ายยา





















3.นาสิยา การล้างจมูก 


4.วัตติ การสวนอุจจาระ 





5.รัชตะ การทำให้เลือดออก 





วิธีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ที่เรียกว่า“วัสติ”นั้น สอดคล้องกับวิธีการของนายแพทย์ แมกซ์ เกอสัน ที่มีวิธีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยกาแฟ ควบคู่ไปกับการใช้อาหารธรรมชาติ เพื่อรักษาโรคแห่งความเสื่อมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็ง

หัวใจสำคัญที่จะรักษาโรคแห่งความเสื่อม คือ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเสียใหม่ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกายและการขับพิษหรือของเสียออกจากร่างกาย รวมทั้งยกระดับจิตให้สูงขึ้น ไม่ให้จมปลักอยู่กับความสิ้นหวัง ท้อแท้ หรือมองสิ่งต่างๆในแง่ลบ

วิธีการของแพทย์แผนไทยผสมผสานกับคล้ายกับวิธีการของนายแพทย์ แมกซ์ เกอสัน ได้แก่ ให้คนไข้กินขมิ้นชันสองเม็ดก่อนจะทำการสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟครึ่งชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้ตับสร้างเอ็นไซม์กลูตาไธโอน
 
         การเพิ่มอุณภูมิให้คนไข้สูงขึ้นโดยวิธีต่างๆ เช่น อาบน้ำร้อนห้านาที อาบน้ำเย็นสองนาที สลับกันไป  อาบแดด ห่มด้วยใบตอง ซึ่งเป็นแบบไทยๆ  ซึ่งวิธีการเหล่านี้ แบบเกอร์สันไม่มี

        ดร.เกอร์สัน  ใช้การฝึกสมาธิแบบ เมดิเตชั่น (Meditation) เราควรใช้แบบพุทธ ให้คนไข้ฝึกอานาปานสติ ส่วนการออกกำลังกายจะให้คนไข้เดิน 20 นาที แบบเดินนับลมหายใจ ก้าว1 2 3 4 หายใจเข้าพุงป่อง 5 6 กลั้นหายใจ 7 8 9 10 หายใจออกพุงแฟบ

      ให้คิดเชิงบวก มีการใช้วิธีแบบพุทธเข้ามาผสมผสาน อารมณ์คนไข้นั้นมีความสำคัญ คนไข้ที่จะรับการรักษา จะต้องหัวเราะได้

การบำบัดรักษาผู้ป่วย จะเริ่มที่การอธิบายตามหลัก 7 ก้าว อ.  ส่วนเรื่องการคิดเชิงบวกตามแนวทางเกอร์สันบำบัดนั้น ใช้โดยการให้สวดมนตร์แทน เอาสติไปอยู่ที่การสวดมนตร์ เมื่อทำได้แล้ว ก็มาคุยกันว่ามีปัญหาอะไร จะให้ความมั่นใจคนไข้ว่า “คุณไม่ตายหรอก คนรอดมีมากมาย” คนไข้ต้องรู้ว่า แพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ใช่ยมบาล เมื่อตรวจแล้วบอกว่าคนไข้จะตายใน 90 วันนั้น เป็นเรื่องไม่จริง แพทย์ไม่สามารถที่จะกำหนดวันตายของคนไข้ได้

         คนไข้ต้องย้อนไปว่าเมื่อ12 ปีที่แล้ว คนไข้ไปทำสิ่งใดที่ทำให้ตนเกิดเนื้องอกมะเร็งขึ้น จะต้องเลิกการกระทำนั้น คนไข้จะต้องเกิดใหม่ ทำตัวใหม่

        คนไข้อาจได้รับวิตามินเสริม โดยความสำคัญกับวิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอและอื่นๆตามความจำเป็น

การดูแลคนไข้มะเร็งไม่ใช่การรักษา เพราะเป็นเรื่องสุขภาพองค์รวมเพื่อให้คนไข้สามารถปรับวิถีชีวิตให้เหมาะสม ให้คนไข้เป็นหมอของตัวเอง รักษาตัวเอง

หลักการบำบัดรักษามะเร็งแบบองค์รวมนั้น 
มุ่งไปที่การสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และควบคุมไม่ให้เซลล์มะเร็งเติบโต โดยการควบคุมอาหารที่จะทำให้เซลล์มะเร็งเติบโต คือจะต้อง
- งดของเค็ม
- งดอาหารประเภท เนื้อนมไข่ ไขมัน และเนย
- ดื่มน้ำซุปผักใบเขียว เพื่อเพิ่มเกลือโปตัสเซียม นอกจากในผักใบเขียวแล้ว โปตัสเซียมยังมีมากในมะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ แครอท กะหล่ำปลี และมันฝรั่ง
- บำรุงร่างกายด้วย การดื่มน้ำคั้นแยกกาก ของผักและผลไม้สด ให้ได้วันละ 13 แก้ว
เพราะในน้ำผักและผลไม้สดนั้น อุดมไปด้วยเอนไซม์ เกลือแร่ และวิตามิน ควรดื่มทันทีที่เตรียมเสร็จ เพราะถ้าทิ้งไว้สิ่งมีคุณค่าเหล่านี้จะถูกทำลายไป  ในทางอายุรเวท ยังกล่าวว่าในผักผลไม้สดนั้น มีพลังชีวิตที่เรียกว่าปราณอยู่ ซึ่งปราณเหล่านี้จะช่วยเสริมพลังชีวิตของผู้ป่วยให้มากขึ้น การดื่มน้ำผักและผลไม้ให้ได้ถึง 13 แก้ว จะทำให้ไตทำงานดีขึ้น
- การกินอาหารมังสวิรัติ เพื่อป้องกันพิษจากเนื้อสัตว์ เราไม่ควรรับโปรตีนเกินวันละ 35 กรัม
- ทำการสวนล้างลำไส้ ด้วยน้ำกาแฟ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเอนไซม์ตับ เพื่อขจัดสารพิษ และมีการล้างลำไส้ใหญ่ ไม่ให้มีสารพิษ ที่ตกค้างอยู่ ทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

เหตุของการเสื่อม หลอดเลือดหัวใจตีบ

เหตุของโรคแห่งความเสื่อม หลอดเลือดหัวใจตีบ
1.ทำงานมากเกินไป และไม่ได้สนใจดูแลร่างกาย
2.นอนดึกใกล้เที่ยงคืน
3.กินของหวานตอนดึก
4.ดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า วันละหนึ่งลิตรขึ้นไป  
4.ดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว เป็นกาแฟ ทรี-อิน-วัน มีส่วนผสม น้ำตาล ครีมเทียม กาแฟ
อาการของความเสื่อม
          1.เริ่มด้วยอาการเวลาทำงานมากๆแล้วแน่นๆหน้าอกไม่สบาย
          2.มีจิตใจหงุดหงิด รำคาญ เจ้าระเบียบมากขึ้น
         3.ความดันเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา
         4.ไขมันในเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา
         5.โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 
         6.อ้วนลงพุง คือน้ำหนักเกิน เอวใหญ่

วิธีการรักษาโรคหัวใจของการแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้มัน..มันไม่ได้ผล
“ถ้ากินยาตามหมอสั่งได้สักสองเดือนโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ทำงานเหมือนเดิม แล้วอาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจไม่มีอะไรดีขึ้น แถมมีอาการซึมกะทือจากยากล่อมประสาท จิตใจยิ่งแย่
ให้รู้ว่าถ้ามีความดันสูง ไขมันสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ กินยาหนึ่งกำมือ แล้วไม่ดีขึ้น วันข้างหน้าถึงจุดหนึ่งก็ต้องไปทำบอลลูน ทำไปสักสองสามครั้งแล้วก็ต้องไปผ่าตัดบายพาส ทำแล้วถ้าไม่ดีขึ้น ก็ตายได้ง่ายๆ”

งานวิจัย EUROASPIRE

ใช้คนไข้โรคหัวใจถึง 13,935 คน ทำในโรงพยาบาลชั้นดีในยุโรป 67 รพ. ใน 22 ประเทศ และมีระยะติดตาม 12 ปี
คนไข้โรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐานปัจจุบัน กล่าวคือกินยา บอลลูน บายพาสพ่านไป 12 ปี ไข้ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

เรื่องความอ้วน ยิ่งรักษาก็ยิ่งอ้วน ผ่านไปสี่ปีคนอ้วนเพิ่มขึ้น 25% ผ่านไปแปดปี เพิ่มขึ้นอีก 33% ผ่านไปสิบสองปี เพิ่มขึ้นเป็น 38%

คนไข้ที่มีความดันเลือดสูง ผ่านไปสี่ปีคนเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้น 32% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 43% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 56% เรียกว่ารักษาไปรักษามากลายเป็นความดันเลือดสูงซะมากกว่าครึ่ง

คนเป็นเบาหวานก็ได้ ผ่านไปสี่ปีเป็นเบาหวาน 17% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 20% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 28% สรุปผลคือการแพทย์แผนปัจจุบันนี้รักษาคนไข้โรคหัวใจยิ่งทำกันไปอาการยิ่งแย่ลง

งานวิจัยของ น.พ Caldwell Esselstyn  
หมอทางด้านผ่าตัดต่อมไร้ท่อ เขาได้ทำงานวิจัยโดยเอาคนไข้โรคหัวใจของเขามา 22 คน มาสวนหัวใจ ฉีดสี ถ่ายรูปไว้หมด ว่าคนไหน หลอดหัวใจตีบที่หลอดเลือดเส้นไหน ตีบมากตีบน้อยแค่ไหน แล้วถ่ายรูปไว้
พบว่าคนไข้ที่กินแต่อาหารมังสะวิรัตนาน 5 ปี เมื่อทำการสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปใหม่ แล้วเอารูปครั้งแรกและครั้งที่สองมาเปรียบเทียบกัน ก็พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบของคนไข้เหล่านี้กลายเป็นโล่งขึ้น รอยขรุขระที่หลอดเลือดหายไป หลอดเลือดเป็นปกติ

นี่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ยืนยันว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เราเชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นแล้วไม่มีทางหายนั้นไม่เป็นความจริง ผลการติดตามฉีดสีซ้ำนี้ยืนยันว่ามันหายได้ และในงานวิจัยของเอสเซลส์ทินนี้ ชี้ว่าการปรับอาหารการกินทำให้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบดีขึ้นได้

งานวิจัยของ น.พ  Dean Ornish เป็นหมอหัวใจ 
เป็นงานวิจัยที่เอาคนไข้โรคหัวใจแบ่งเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มที่หนึ่งเป็น กลุ่มควบคุมซึ่งไม่ต้องทำอะไรนอกจากใช้ชีวิตแบบที่เคยทำมาตามปกติ

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ต้องปรับชีวิต สามอย่าง ได้แก่
(1) ต้องกินอาหารมังสะวิรัติบวกปลา บวกนมไร้ไขมัน
(2) ต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้ง
(3) ต้องจัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิตามดูลมหายใจ หรือรำมวยจีน หรือโยคะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกวัน

ก่อนเริ่มวิจัยก็เอาทุกคนทั้งสองกลุ่มมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปหลอดเลือดไว้ก่อน พอครบหนึ่งปีก็เอามาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก พอครบห้าปีก็เอาทุกคนมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก
ผลวิจัยที่ได้ยืนยันงานวิจัยของเอสเซลส์ทีน คือ
ในปีที่หนึ่ง กลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบที่หัวใจโล่งขึ้น ขณะที่กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอบตีบเดินหน้าตีบแคบลง ในปีที่ห้า ผลการสวนหัวใจเมื่อห้าปีก็ยิ่งยืนยันว่ากลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบก็ยิ่งโล่งขึ้นอีก กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอยตีบก็ยิ่งตีบแคบลงอีก ต้องเจ็บหน้าอกบ่อยกว่า เข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่า 
เป็นการวิจัยที่ยืนยันได้ว่าโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นมันหายได้ด้วย
การกินอาหารที่มีพืชเป็นหลัก
ออกกำลังกาย
และจัดการความเครียด
สำหรับโรคความดันเลือดสูง มีงานวิจัยการลดความดันเลือดโดยไม่ใช้ยาทำไว้เป็นจำนวนมาก ที่เป็นหลักฐานที่ชัดเจน ที่สรุปได้ว่า
ถ้าลดน้ำหนักได้ 10 กก. ความดันตัวบนจะลดลง 20 มิลลิเมตรปรอท
ถ้ากินอาหารมังสะวิรัติบวกนมไร้ไขมันบวกปลาความดันตัวบนจะลดลง 14 มิลลิปรอท
ถ้าออกกำลังกาย ความดันตัวบนจะลดลง 9 มิลลิปรอท
ถ้าเลิกกินเค็ม ความดันตัวบนจะลดลง 8 มิลลิปรอท
ถ้าบวกสี่อย่างนี้เข้าด้วยกันความดันตัวบนก็จะลดลงได้มากโดยที่ไม่ต้องใช้ยาเลย

สำหรับเบาหวาน มีงานวิจัยปรับชีวิตเพื่อรักษาเบาหวาน  งานวิจัยนี้เรียกว่างานวิจัย  DPPRG เขาเอาคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 มา 3234 คน มาจับฉลากแบ่งเป็นสามกลุ่ม
 กลุ่มที่ 1. ให้ปรับชีวิตในสามประเด็นคืออาหาร ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด
กลุ่มที่ 2. ให้กินยาเบาหวาน
กลุ่มที่ 3. ไม่ต้องทำอะไร ใช้ชีวิตไปตามปกติของตน
แล้วตามดูคนพวกนี้ไปสี่ปี ดูว่าใครจะป่วยเป็นโรคเบาหวานมากกว่ากัน ผลเป็นอย่างนี้

กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลยเป็นเบาหวานมากที่สุด
กลุ่มที่กินยาเบาหวานเป็นเบาหวานรองลงมา
ส่วนกลุ่มที่ปรับชีวิตเป็นเบาหวานน้อยที่สุด น้อยกว่ากลุ่มแรกเกินสองเท่าตัว

มีงานวิจัย มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ตามดูคนแปดหมื่นกว่าคนนาน 12 ปี เพื่อจะดูว่าการกินไขมันแบบไหนทำให้ป่วยและตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจมากที่สุด โดยใช้แคลอรี่ที่เท่ากันเป็นตัวเทียบ และเอาแคลอรี่จากอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นเกณฑ์มาตรฐาน
เป็นงานวิจัยเทียบระดับความชั่วร้ายของไขมันชนิดต่างๆ ก่อนหน้านี้มีความเข้าใจว่า น้ำมันหมู น้ำมันวัว หรือที่เรียกกันว่าไขมันอิ่มตัวนั้น เป็นไขมันที่ชั่วร้ายที่สุด
ผลของงานวิจัยนี้ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุดคือไขมันทรานส์ ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตถึง 93% ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูน้ำมันวัวที่ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือสรุปว่าไขมันทรานส์นี้ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูหลายเท่า

ไขมันทรานส์ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนคนเราเกิดความกลัวน้ำมันหมูน้ำมันวัวแล้วหันไปหาน้ำมันพืชซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง  แต่ว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวนี้มันเอามาทำอาหารอุตสาหกรรมไม่ได้ เพราะมันเหลวเละ อัดเป็นก้อนไม่ได้ ทำให้เป็นผงก็ไม่ได้ นักอุตสาหกรรมจึงเอาน้ำมันพืชมา แล้วใส่ไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อให้โมเลกุลของมันมีความเสถียร ทำเป็นก้อนได้ ทำเป็นผงได้ น้ำมันที่ได้จากการใส่ไฮโดรเจนนี้เรียกว่าไขมันทรานส์ มันทำมาจากน้ำมันถั่วเหลืองก็จริง แต่มันกลายเป็นน้ำมันอีกอย่างไปแล้ว คุณสมบัติมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนวงการแพทย์ยังไม่รู้ เราก็เอาไขมันทรานส์มาทำอาหารอุตสาหกรรมเช่นเนยเทียม ครีมเทียมใส่กาแฟ และเอามาทำ เค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบต่างๆ เหล่านี้แหละคือไขมันทรานส์ แล้วทำการโฆษณากันอย่างใหญ่โตว่าดีสำหรับสุขภาพเพราะไม่มี คลอเลสเตอรอล เพื่อนคู่มิตรกับกาแฟใช้แทนความมันจากนมวัว
การดื่มกาแฟ “ทรีอินวัน” เท่ากับใส่ครีมเทียมและน้ำตาลก้อนวันละหลายแก้ว มีคุ้กกี้ควบกับกาแฟเสมอ แถมกินเค้กเป็นมื้อดึกอีก เรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของไขมันทรานส์ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุด

ยังมีข้อสรุปข้อมูลได้แน่ชัดว่าหากเรากินอาหารคาร์โบไฮเดรตเข้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้ง น้ำตาล หากคาร์โบไฮเดรตมันเหลือใช้ ร่างกายจะเปลี่ยนมันเป็นไขมันไตรกลีเชอไรด์ ทำให้ระดับไขมันเลวในร่างกายเพิ่มขึ้นอีก ที่มาของคาร์โบไฮเดรตในอาหารของคนอเมริกัน  35% มาจากเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลเช่นน้ำอัดลมต่างๆ เช่นโค้ก

หมายเหตุ  processed vegetable oil หรือ “น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการ” นี้เป็นคำพูดกำกวมสองแง่สองง่าม คือ
    
1 มันอาจหมายถึงกระบวนการทำไขมันทรานส์ ด้วยการเอาน้ำมันไม่อิ่มตัวเช่นน้ำมันถั่วเหลืองมาใส่ในหม้อต้ม ใสไฮโดรเจนเข้าไป (hydrogenation) ใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าไป ต้มไว้หลายชั่วโมงข้ามวันข้ามคืน จนแขนที่ว่างงานอยู่ในโมเลกุลของมันผละออกจากกันจากเดิมที่เคยจับกันแบบ cis เปลี่ยนมาจับกันแบบ trans ทำให้ตัวน้ำมันกลายเป็นของแข็ง ผลผลิตที่ได้ก็คือไขมันทรานส์เช่น เนยเทียม ครีมเทียม ซึ่งเป็นไขมันก่อโรคมากที่สุด


    2 มันอาจหมายถึงกระบวนการทำน้ำมันสำหรับปรุงอาหาร โดยการใช้สารทำละลายเช่นเฮกเซน (hexane) เข้าไปสกัดเอาน้ำมันออกมาจากเมล็ดพืชเช่นถั่วเหลืองป่น หรือรำข้าว พอได้น้ำมันออกมาแล้วก็ต้มให้เฮกเซนระเหยออกไปเหลือแต่น้ำมันพืช ผลสุดท้ายที่ได้คือน้ำมันพืชซึ่งเป็นของเหลว ถ้าใช้ถั่วเหลืองก็เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ก่อโรค สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย คนละเรื่องกับไขมันทรานส์เลย

    มีคนใช้คำว่า “น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการ” ทำให้คนฟังเข้าใจไขว้เขวว่ามันเป็นน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหารทั่วไปเช่นน้ำมันถั่วเหลือง แต่ขณะเดียวกันก็ไปเอาความชั่วร้ายของไขมันทรานส์มาบรรยายสรรพคุณ ทำให้คนฟังเข้าใจผิดว่าน้ำมันปรุงอาหารเช่นน้ำมันถั่วเหลืองมีคุณสมบัติชั่วร้ายอย่างไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นการก่อความเข้าใจที่ผิด ถึงขนาดบอกไปตามสังคมอินเตอร์เนทว่า บริษัทน้ำมันพืชจะเจ้งหมดแล้วเพราะปีหน้าอเมริกาจะห้ามใช้ไขมันทรานส์ 

ทางที่จะชนะโรคแห่งความเสื่อมนี้ต้องปรับชีวิตในสี่ประเด็น
1.อาหาร
2.ออกกำลังกาย
3.จัดการความเครียด
4.การเอาพิษออกจากร่างกาย

1.เรื่องอาหาร เริ่มด้วยการเปลี่ยนโค้กเป็นน้ำเปล่าเลิกกินเค้ก  ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ตามมาตรฐานที่แนะนำโดย USDA คือต้องทานให้ได้ถึงวันละ 5 เสริฟวิ่ง
หนึ่งเสริฟวิ่งนิยามว่าเท่ากับผักสดหนึ่งจาน หรือผลไม้ลูกเขื่องๆเช่นแอปเปิ้ลหนึ่งลูก วันหนึ่งต้องได้ 5 เสริฟวิ่ง ถ้าเครื่องปั่นอาหารด้วยความเร็วสูงถึงสามหมื่นรอบต่อนาที (เครื่องปั่นอาหารทั่วไปความเร็วอย่างมากก็แค่สามพันรอบต่อนาที) ด้วยรอบที่สูงขนาดนี้ ทำให้สามารถปั่นส่วนของผลไม้แข็งๆเช่นเม็ดในขององุ่นหรือฝรั่งให้กลายเป็นของเหลวที่ดื่มได้เลย เขาเอามาปั่นผลไม้ที่แช่แข็งแล้วให้กลายเป็นน้ำแข็งฝอยคล้ายไอศครีมซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าเชอร์แบท คนสูงอายุที่ฟันไม่ดีและเป็นโรคขาดวิตามิน ก็ใช้เครื่องนี้นี้ปั่นผักและผลไม้จนเหลวเป็นน้ำให้ดื่มจะได้ไม่ต้องเคี้ยว
เช้าก็เอาผลไม้และผักอะไรก็ได้ที่เหลือจากห้องครัวโยนใส่โถแล้วปั่นให้เป็นน้ำ แต่งรสด้วยมะนาวกับน้ำผึ้งนิดหน่อยใส่กระติกน้ำร้อนจุหนึ่งลิตรไปดื่มทั้งวัน ค่อยๆดื่มไปตั้งแต่มื้อเช้ายันมื้อเที่ยง พอบ่ายก็ทานผักสลัด กาแฟก็เปลี่ยนเป็นกาแฟดำ คุ้กกี้ที่ทานกับกาแฟก็เปลี่ยนเป็นถั่วหรือนัทที่อบเองทำอย่างนี้ทุกวันเช้ายันเย็นไม่ทานข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวหรือของแข็งอะไรอื่นเลย มีมื้อเย็นมื้อเดียวทานอาหารปกติ แต่ก็ลดข้าวลงจากหนึ่งจานเต็มๆเหลือสองช้อน สองช้อนโต๊ะ ชีวิตแบบนี้จะ สุขสบายกว่าเดิม

2.เรื่องการออกกำลังกาย จะออกกำลังกายให้ได้ผลดี ต้องออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร ซึ่งนิยามว่าต้องหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ และต้องต่อเนื่อง ซึ่งนิยามว่าต้องแฮ่กๆต่อเนื่องกันไปอย่างน้อย 30 นาที และต้องสม่ำเสมอ ซึ่งนิยามว่าต้องทำแบบนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ซึ่งตอนแรกๆมันไม่ง่ายเลย เพราะพอออกกำลังกายแล้วมันก็ปวดเมื่อย เหนื่อย และนอนมาก
วิธีออกกำลังกาย ยกน้ำหนัก 5 รอบ เดินออกกำลังสลับวิ่งเยาะให้หอบเหนื่อย 30 นาทีถ้าทำได้ติดต่อกันภายในเดือนเดียวหลังจากออกกำลังกาย ชีวิตจะเปลี่ยนไป พุงยุบ น้ำหนักลดลง

3.มองโลกในแง่ดีมากขึ้น และมีความกล้าตัดสินใจที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองมากขึ้น

4.การเอาพิษออกจากร่างกาย
ใช้น้ำกาแฟสวนทวารหนัก ในกาแฟมีสารประกอบปาล์มมิเตตและคาเฟอีน จะทำให้หลอดเลือดของตับและท่อน้ำดีขยายตัวคลายกล้ามเนื้อเรียบ กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพิ่มการไหลเวียนของน้ำดี และที่สำคัญจะไปกระตุ้นการสร้างเอนไซม์กลูต้าไธโอน เอสทรานเฟอร์เรส (GST) ในตับมากกว่าเดิมถึงร้อยละ 700 (7เท่า)  เอนไซม์ GST เป็นเอนเซม์ที่ช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระ ในขณะที่น้ำกาแฟถูกกักไว้ในลำไส้ใหญ่ประมาณ 12-15 นาที เลือดในร่างกายจะไหลผ่านตับ ทุกๆ 3 นาที เท่ากับว่าตับกำจัดของเสียได้4-5รอบ น้ำที่ใช้ละลายกาแฟ 1,000-1,200 มล จะทำให้อุจจาระอ่อนตัวถ่ายง่าย

อีกสักหกเดือน ไปตรวจร่างกาย ทุกอย่างอาจกลับมาเป็นปกติหมด ทั้งความดันเลือด ไขมันในเลือด และน้ำหนัก ซึ่งมันเหลือเชื่อจริงๆ กับการเปลี่ยนชีวิต ที่ทำให้เลิกยาวันละกำมือได้

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เบาหวานโรคไร้เชื้อเรื้อรัง ที่ไม่เจ็บปวด

โรคเบาหวาน (Diabetes)

โรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะหวานนั้นเอง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะหวานเพราะร่างกายเราไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด น้ำตาลที่เหลือก็จะผสมอยู่ในกระแสเลือดและถูกไตขับทิ้งออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เป็นเหตุให้ปัสสาวะหวาน

สาเหตุที่ทำให้น้ำตาลเกินในกระแสเลือด

คนปกติ ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนที่ชื่อ อินซูลินออกมา ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลออกไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ 60 ล้านๆ ทั่วร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน
คนเป็นเบาหวาน ถ้าอินซูลินเกิดบกพร่องจะทำให้อินซูลินนำน้ำตาลไปให้เซลล์ต่างๆได้น้อย จึงเหลือน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินไปเป็นสาเหตุให้ปัสสาวะออกมาหวาน

สาเหตุที่ทำให้อินซูลินไม่มีคุณภาพหรือมีปริมาณน้อย

ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาได้น้อยลง จึงทำให้มีอินซูลินน้อยกว่าปริมาณน้ำตาล น้ำตาลที่เหลือจะไปอยู่ในกระแสเลือดมากทำให้กลายเป็นเบาหวาน

ในคนอ้วน อินซูลินไม่สามารถพาน้ำตาลไปได้ เพราะเซลล์ไขมันในช่องท้องผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน ทำให้เกิดการดื้อต่ออินซูลิน อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่

สตรีมีครรภ์ ในสตรีบางคนเวลาตั้งครรภ์จะผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน

อินซูลินบกพร่อง ซึ่งพบน้อยมากเกิดจากการผิดปกติของยีนต์

กลุ่มเสี่ยงเป็นเบาหวาน

ทางพันธุกรรม มีญาติร่วมตระกูลเป็นเบาหวาน
คนอ้วน น้ำหนักเกิน จะพบว่าคนอ้วนเป็นเบาหวานถึง 85 เปอร์เซ็นต์
คนที่มีประวัติว่าตั้งครรภ์แล้วแท้งบ่อยๆ สาเหตุคือ แม่เป็นเบาหวานแล้วไม่ทราบทำให้แท้งได้

ผู้ที่เป็นแผลติดเชื้อบ่อย เช่น แผลที่มือ เท้า ปัสสาวะอักเสบ เป็นแผลหายยากหายช้าต้องรีบไปตรวจหาเบาหวาน

วิธีตรวจเบาหวาน

วิธีการตรวจหาค่าน้ำตาลในเลือดแบบคราวทำได้ง่าย ด้วยเครื่องตรวจเบาหวานโดยการเจอะเลือดบริเวณปลายนิ้วแค่หยดเดียวก็จะรู้ค่าของน้ำตาลในเลือดได้แล้ว สามารถทำเองได้ที่บ้าน

ค่าของน้ำตาลในเลือด

คนปกติ ก่อนทานอาหารต้องมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอาหารต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

คนที่เป็นเบาหวาน ค่าของน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนทานอาหาร และมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังจากทานอาหาร

คนที่อยู่ระหว่างกลาง ผู้ที่อยู่ระหว่าง 100-125 ก่อนทานอาหาร และ 140-199 หลังทานอาหารนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ต้องทำการตรวจไหม่ โดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำซึ่งจะก่อนทำการตรวจต้องอดอาหาร 6-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืน แล้วมาเจอะเลือดในตอนเช้า หลังจากเจอะครั้งแรกจะต้องดื่มน้ำตาลกลูโคสทันที 1 แก้วให้หมดภายใน 5 นาที แล้วรออีก 2 ชั่วโมงจึงจะทำการเจอะเลือดอีกครั้งเพื่อดูความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำตาล ดูว่าฮอร์โมนอินซูลินจะยังมีคุณภาพสามารถพาน้ำตาลไปใช้ได้ดีขนาดใหน มีเหลือตกค้างหรือไม่

อาการของคนเป็นโรคเบาหวาน

1. เข้าห้องน้ำบ่อย

เข้าห้องน้ำบ่อยมากขึ้น รู้สึกเหมือนต้องการปัสสาวะทั้งวัน ซึ่งการถ่ายปัสสาวะจะบ่อยขึ้นหากมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป หากไม่มีฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีแต่ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ไตจะไม่สามารถกรองเอากลูโคสกลับเข้าไปในกระแสเลือดได้ จึงต้องพยายามดึงน้ำออกจากเลือดเพื่อเจือจางกลูโคส ทำให้กระเพาะปัสสาวะเต็มและทำให้คุณต้องไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ

2. ความกระหายน้ำที่ไม่อาจบรรเทาได้

หากคุณรู้สึกหิวน้ำจนต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติ และรู้สึกว่าดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่พอ อาจเป็นสัญญาณเตือนของเบาหวานได้ โดยเฉพาะหากมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย เนื่องจากเมื่อร่างกายต้องขับน้ำออกจากกระแสเลือดเป็นปริมาณมากจนคุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อย คุณจะมีภาวะขาดน้ำ และรู้สึกว่าจำเป็นต้องดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป

3. น้ำหลักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ

อาการนี้จะเด่นชัดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะหยุดผลิตอินซูลิน ซึ่งอาจเนื่องมาจากการที่มีเชื้อไวรัสไปทำลายเซลล์ตับอ่อน หรือเกิดจากการที่มีภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ทำให้ร่างกายโจมตีเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน ร่างกายจะพยายามแสดงหาแหล่งพลังงานอื่นๆอย่างหนักเนื่องจากเซลล์ในร่างกายไม่ได้รับกลูโคส จนกระทั่งเริ่มสลายกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมันเพื่อนำมาเป็นพลังงาน 

ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 อาการจะเริ่มเป็นมากขึ้นทีละน้อยเนื่องจากภาวะร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำหนักลดอย่างไม่ชัดเจนมากนัก

4. อ่อนเพลียและเหนื่อยล้า

สาเหตุเนื่องจากกลูโคสตัวดีอีกเช่นกัน ตามปกติกลูโคสที่ได้รับจากการกินอาหารจะดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งอินซูลินจะช่วยเคลื่อนย้ายกลูโคสเข้าไปในเซลล์ต่างๆของร่างกายอีกขั้นหนึ่ง เซลล์ก็จะนำกลูโคสนี้ไปผลิตพลังงานที่ใช้ในการดำรงชีวิต เมื่อไม่มีอินซูลิน หรือเซลล์ของร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอีกต่อไป กลูโคสก็จะคงอยู่ในกระแสเลือดนอกเซลล์ เซลล์ร่างกายก็จะขาดแคลนพลังงาน ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยง่ายและร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆเนื่องจากมีการ สลายโปรตีนไปใช้เป็นพลังงาน

5. มีอาการเหน็บชาหรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มบริเวณมือ ขา หรือเท้า

อาการนี้เรียกว่าเส้นประสาทอักเสบ ซึ่งจะเป็นมากขึ้นทีละน้อย เนื่องจากกลูโคสในกระแสเลือดที่สูงเกินไปตลอดเวลาจะทำให้ระบบประสาทเสียหาย รวมทั้งบริเวณแขนขาด้วย ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อาการมักจะค่อยเป็นค่อยไป จนคนหลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองมีอาการนี้ ดังนั้นระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงมาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัย ความเสียหายของเส้นประสาทจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่อาการเส้นประสาทอักเสบสามารถดีขึ้นได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายอย่างเคร่งครัด

6. อาการและสัญญาณเตือนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้

อาการตามัว ผิวหนังแห้งหรือคัน มีการติดเชื้อบ่อยขึ้น บาดแผลที่ใช้เวลานานผิดปกติกว่าจะหาย ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

เมื่ออาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเบาหวาน ก็เป็นผลจากการที่มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป หากคุณสังเกตว่าตนเองมีอาการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ 

การดูแลและรักษาเบาหวาน

การวางแผนการบริโภคอาหารและตำหรับต่างๆในผู้ป่วยเบาหวาน การรักษาแบบธรรมชาติหรือตามหลักอายุรเวทที่จะช่วยให้ควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สมุนไพรบางชนิดที่มีประโยชน์มากในการรักษาโรคเบาหวาน

มีสมุนไพรหลายชนิดที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด ข้อดีที่สุดของการใช้ยาสมุนไพรรักษาเบาหวานเหล่านี้คือมักไม่มีผลข้างเคียง ต่อไปนี้จะเป็นรายชื่อสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานมากที่สุด มะระขี้นก ผักเชียงดา อบเชย  มะตูม  ลูกซัด ขมิ้นชัน หัวหอม แพงพวยฝรั่ง สะเดา กระเทียม 

ตำหรับอายุรเวทในการรักษาเบาหวาน

มะระขี้นก ถือว่าเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับเบาหวาน ดื่มน้ำมะระขี้นกอย่างน้อย 1 ช้อนโต๊ะทุกวันจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและในปัสสาวะ 
นำน้ำมะขามป้อม 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมะระขี้นกสดหนึ่งถ้วย ดื่มทุกวันเป็นเวลา 2 เดือนจะช่วยให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้มากขึ้น 
ดื่มน้ำ 1 แก้วร่วมกับใบกะเพรา 10 ใบ ใบสะเดา 10 ใบ และกระเทียม 10 กลีบ ตอนเช้าขณะท้องว่าง จะช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี

วางแผนการบริโภคอาหารและโภชนาบำบัด

เบาหวานเป็นโรคหนึ่งที่จะกำเริบรุนแรงหากกินอาหารผิดชนิด ดังนั้น การวางแผนการบริโภคอาหารเป็นวิธีหลักในการจัดการกับเบาหวาน หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาลในทุกรูปแบบ – ข้าวขัดขาว มันฝรั่ง 
กล้วยหอม ผลไม้และธัญพืชที่มีปริมาณน้ำตาลสูง

กินอาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ถั่วเหลือง ปลา ฯลฯ ให้มากที่สุด ควรกินผักบางชนิด เช่น มะระ ถั่วฝักยาว แตงกวา หัวหอมและกระเทียม ผลไม้ เช่น มะขามป้อม ลูกหว้า องุ่น 
ผักสดและสมุนไพรมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตับอ่อนและช่วยในการผลิตอินซูลิน

การดูแลตัวเอง

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
ดูแลดวงตาให้มีสขภาพดี
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ดูแลเท้าเป็นพิเศษ
  
ทำไมคนเป็นเบาหวานบางทีต้องตัดขา?

โดยปกติเมื่อเป็นแผลและเกิดการติดเชื้อร่างกายนั้นจะมีเม็ดเลือดขาวคอยไปกำจัดแบคทีเรียที่เข้ามาในร่างกาย แต่เพราะเส้นเลือดที่ขาจะยาวกว่าเส้นเลือดที่แขน ทำให้โอกาสที่เส้นเลือดจะผิดปกติมีมากกว่า เมื่อเส้นเลือดตีบตันเลือดที่ไปเลี้ยงปลายขาก็จะน้อยลง ถ้าเกิดเป็นแผลแม้จะเป็นเพียงแผลเล็กๆแต่ถ้าเกิดการติดเชื้อจะทำให้แผลเน่าเร็วขึ้น เพราะเม็ดเลือดขาวไม่สามารถเข้าไปกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ จึงจำเป็นต้องตัดขาทิ้งเพื่อไม่ให้แผลเน่าลุกลาม

ความรู้เกี่ยวกับเบาหวาน

คนผอมก็เป็นเบาหวานได้ เพราะคนๆนั้นไม่มีอินซูลีน เพราะตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลีนออกมาได้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องตับอ่อน
เบาหวานทำให้ตาบอดได้ เบาหวานทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาเกิดผิดปกติ เส้นเลือดแตกแล้วไปกระจายอยู่ในจอตาทำให้การเห็นภาพผิดปกติ